วันเสาร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ขี้เหล็ก


สมุนไพรไทยน่ารู้



 

ขี้เหล็ก

Cassod Tree, Thai Copper Pod, Siamese Cassia
Senna Siamea (Lamk.) H.S.Irwin et R.C.Bameby 
(Cassia siamea Lamk.) 
FABACEAE 

ชื่ออื่น
ขี้เหล็กบ้าน ขี้เหล็กหลวง (ภาคเหนือ) ขี้เหล็กใหญ่ (ภาคกลาง) ยะหา (ปัตตานี) ผักจี้ลี้ (ฉานแม่ฮ่องสอน) แมะขี้เหละพะโคะ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) ขี้เหล็กแก่น

รูปลักษณะ
ไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปขอบขนาน กว้างประมาณ 1.5 ซม. ยาว 4 ซม. ใบอ่อนมีขนสีน้ำตาลแกมเขียว ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีเหลือง ผลเป็นฝัก แบบยาวและหนา

สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ รสขม ถ่ายพรรดึก ถ่ายกระษัย ถ่ายพิษไข้ พิษเสมหะ ขับปัสสาวะ
แก้ระดูขาว แก้นิ่ว ตำพอกแก้เหน็บชา แก้บวม บำรุงโลหิต
ดับพิษโลหิต ดองสุราดื่มก่อนนอน แก้นอนไม่หลับ
ใบอ่อน, ดอกตูมและแก่น - มีสารกลุ่มแอนทราควิโนนหลายชนิด จึงมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ใช้ใบอ่อนครั้งละ 2-3 กำมือ ต้มกับน้ำ 1-1.5 ถ้วย เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนอาหารเช้าครั้งเดียว นอกจากนี้ยังพบสารซึ่งมีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้นอนหลับ โดยใช้วิธีนำมาดองเหล้า ดื่มก่อนนอน
ดอก รสขม แก้โรคประสาท แก้นอนไม่หลับ แก้หืด แก้รังแค เป็นยาระบาย
ฝัก รสขม แก้ไข้พิษเพื่อปิตตะ ไข้เพื่อเสมหะ
เปลือกฝัก รสขมเฝื่อน แก้เส้นเอ็นตึง แก้กระษัย
เปลือกต้น รสขม แก้กระษัย แก้ริดสีดวงทวาร
กระพี้ รสขมเฝื่อน ถอนพิษไข้ แก้ไข้เพื่อดี แก้กระษัยเส้นเอ็น
แก่น รสขมเฝื่อน ถ่ายพิษถ่ายเส้น ถ่ายม้าม แก้กระษัย แก้เหน็บชา
แก้ไข้เพื่อกระษัย ขับโลหิต แก้เตโชธาตุพิการ ทำให้ตัวเย็น แก้แสบตา
แก้กามโรค หนองใส
ราก รสขม แก้ไข้ แก้ไข้กลับ ไข้ช้ำ รักษาแผลกามโรค


ที่มา: http://www.openthaisite.com/herbal_keelek1.html

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Basil (bai kaprow)

A pungent herb much used in the Mediterranean regions and in South East Asia. Three varieties of basil are used in Thai cooking - bai kaprow (Holy or purple basil), bai horapa (sweet basil), and bai mangluk (lemon or hairy basil),
Holy basil (bai kaprow)
Holy basil has a hot flavor and slightly medicinal. It has a purple stem and purple leaves, usually used in stir-fried menu such as Stir-Fried Chicken with holy basil leaves (Pad Krapao Gai).

วันอังคารที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2554

Marsh Mint (Sa-ra-nae in Thai )

 Marsh Mint:

The fresh leaves of this herbaceous plant are used as a flavouring and eaten raw in Thai cuisine.
 Volatile oil contents give the plant several therapeutic uses, including

-carminative
-mild antiseptic
-local anaesthetic
-diaphoretic and digestant 

info: http://www.thai-info.net/thaifood/herbs_l.htm#Pepper
สะระแหน่ หรือ (อังกฤษ: Lemon balm) เป็นพืชสมุนไพรยืนต้น เป็นพืชในตระกูลมิ้นต์ วงศ์กะเพรา มีแหล่งกำเนิด
ชื่อวิทยาศาสตร์        Mental cordifolia Opiz.วงศ์                          Labiatae
ชื่ออื่น/ชื่อท้องถิ่น    สะระแหน่สวน (ภาคกลาง) มักเงาะ สะแน่ (ภาคใต้) หอมด่วน หอมเตือน (ภาคเหนือ)

มาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 70 - 150 เซนติเมตรส่วนใบจะมีลักษณะ
คล้ายคลึงกับใบพืชในตระกูลมิ้นต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทุกๆปลายฤดูร้อนต้นสะระแหน่จะออกดอกสีขาวๆที่เต็ม
ไปด้วยน้ำหอม,น้ำหวาน อยู่ภายใน นี้ดึงดูดใจให้ผึ้งมาดูดน้ำหวานและจากเหตุนี้ทำให้สะระแหน่อยู่ในสกุล Melissa
(ภาษากรีก แปลว่า "น้ำผึ้ง") และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม มะนาว และแอลกอฮอล



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
สะระแหน่เป็นพืชล้มลุกที่เลื้อยปกคลุมดิน มีลำต้นขนาดเล็กแตกกิ่งก้านสาขามากมาย ใบเป็นรูปไข่หรือรูปวงรีเห็นเส้นใยชัดเจน
ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ก้านใบสั้น ทั้งใบและลำต้นมีกลิ่นหอม

แหล่งที่พบ
พบได้ทั่วไปตามบ้าน เพราะนิยมปลูกเป็นพืชสวนครัว สารสำคัญที่พบ
ทั้งใบและลำต้นมีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วยสารเมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol)
เป็นต้น

สรรพคุณ
สะระแหน่ มีฤทธิ์เย็นรสเผ็ด น้ำมันสาระแหน่ช่วยขจัดลมร้อน ใช้เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ รักษาอาการหวัดลมร้อน
ใช้ผสมยาหรือยาอมเพื่อให้เย็นชุ่มคอ
รักษาอาการปวดศรีษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น โดยดื่มน้ำต้มใบสะระแหน่ 5 กรัม กับน้ำ 1 ถ้วย ผสมเกลือเล็กน้อย 
   วันละ  2 ครั้ง
รักษาอาการบิดท้องร่วง อุจจาระเป็นเลือด โดยนำใบสะระแหน่ต้มดื่มแต่น้ำ
แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โดยตำใบสะระแหน่ให้ละเอียด พอกบริเวณที่โดนกัด
ช่วยห้ามเลือดกำเดาได้ โดยใช้สำลีชุบน้ำที่คั้นจากใบสะระแหน่ หยอดที่รูจมูก
รักษาอาการปวดหู โดยนำน้ำคั้นจากใบสะระแหน่หยอดหู จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี
รักษาอาการหน้ามือตาลาย โดยรับประทานน้ำต้มใบสะระแหน่และขิงสด

   
ส่วนที่ใช้ประกอบอาหาร
ใบสดและลำต้น

วิธีใช้ประกอบอาหาร
ใบสะระแหน่ใช้ลดกลิ่นคาวของอาหารจำพวกพร่า ยำ และลาบ ใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่มและเหล้า

ข้อสังเกต/ข้อควรระวัง
ใบสะระแหน่สดและยอดอ่อน มีสรรพคุณดีกว่าใบสะระแหน่แห้ง
มีรายงานว่าใบสะระแหน่สามารถระงับอาการปวดได้ดีกว่ายาแก้ปวด
วิธีปลูก
สะระแหน่สามารถเพาะปลูกได้ง่าย มันแค่ต้องการหญ้าหรือฟางมาคลุมใว้ด้านบนในช่วงที่อากาศหนาว ดินที่เหมาะสมในการปลูกคือ
ดินร่วนปนทรายที่ซึ่งน้ำสามารถไหลซึมได้อย่างสะดวก สามารถเก็บเกี่ยวได้ในช่วงที่อย่างน้อยก่อนจะหมดเดือนพฤศจิกายน
       ชอบที่ที่มีแดดเพียงพอแต่ไม่มากจนเกินไปเช่นเดียวกับพืชตระกูลมิ้นต์ และเหมาะที่จะปลูกในสภาพอากาศที่แห้งและความชิ้นต่ำ
จะโตได้ดีที่สุดในที่ร่มและยังสะดวกที่จะเพาะปลูกในกระถางในร่ม สามารถเพาะเป็นแบบเมล็ดโดยการว่านกระจายไปให้ทั่วบริเวณ
อุณหภูมิไม่เย็นจัดจนเกินไปลำต้นจะเริ่มตายลงในช่วงฤดูหนาวและจะเริ่มงอกใหม่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิต โดยไม่ใช้ดิน
และปักต้นกล้า และถ้าหากไม่คอยเอาใจใส่ดูแลให้ดีมันก็อาจจะเจริญเติบโตและขยายพันธไปทั่วจนก่อให้เกิดความรกรุงรัง
และน่ารำคาญได้
ขอบคุณ :http://www.the-than.com/samonpai/sa_2.html

การปลูกพริกขี้หนู

พริกขี้หนู สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุด คือดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรดด่างของดิน 6.0-6.8 ปลูกได้ตลอดปี เป็นพืชที่ใช้ส่วนของผลบริโภค ในรูปพริกสด และพริกแห้ง และสามารถใช้ประกอบ อาหารได้หลายชนิด มีรสเผ็ด
การเพาะกล้าพริกขี้หนู
1. ให้เตรียมดินละเอียดพร้อมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในอัตรา 2:1 และใส่ดินผสมดังกล่าวลงในถาดพลาสติกเพราะกล้า
2. ใช้เศษไม้เล็กๆ (ขนาดเท่าไม้จิ้มผลไม้) กดลงไปในดินที่บรรจุอยู่ในถาดพลาสติกเพาะกล้า ขนาดความลึก 0.5 ซม.
3. นำเมล็ดพริกขี้หนูหยอดลงในหลุมปลูก หลุมละ 1-2 เมล็ด
4. กลบดินผิวหน้าเมล็ดพริกขี้หนูแล้วรดน้ำ และควรป้องกันมดมาคาบเมล็ดไปจากถาดพลาสติกเพาะกล้า โดยใช้ปูนขาวโรยเป็นเส้นรอบรูปล้อมถาดเพาะไว้
5. หลังเพาะนาน 7-10 วัน พริกเริ่มงอก หมั่นรดน้ำต้นกล้าพริกขี้หนูทุกวันๆละ 1-2 ครั้ง ในช่วงเช้าและเย็นจนกระทั่งต้นกล้าพริกขี้หนูมีอายุ 25-30 วัน จึงย้ายกล้าพริกขี้หนูลงปลูกในกระถาง หรือในแปลงปลูก
การเตรียมแปลงพริกขี้หนูหรือเตรียมกระถางปลูกพริกขี้หนู
ถ้าปลูกพริกขี้หนูในแปลงควรเตรียมดินปลูก โดยใช้จอบขุดย่อยดินหน้าดินลึก 15-20 ซม. และย่อยดินให้ละเอียด ใส่ปุ๋ยคอก หรือใส่ปุ๋ยหมัก หว่านและคลุกเคล้าให้เข้ากับดินในแปลง
ในกรณีปลูกในกระถาง ให้ผสมดินปลูกในกระถาง โดยใช้ดินร่วนละเอียดผสมกับปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก ในอัตรา 2:1
การดูแลรักษาพริกขี้หนู
1. ย้ายกล้าพริกขี้หนูลงปลูกในแปลง หรือในกระถาง
2. รดน้ำทุกวัน และในช่วงการติดผลต้องระมัดระวังให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ
3. หลังย้ายปลูกแล้ว 7-10 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตราตันละ 1ส่วน 4 ช้อนชา ควรโรยปุ๋ยห่าง4. โคนต้นประมาณ 2-3 ซม. และรดน้ำทันที
5. ควรใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราต้นละ 1 ส่วน 4 ช้อนชา ทุกๆ 15 วัน
หลังย้ายปลูกนาน 60 วัน พริกขี้หนูเริ่มทยอยผลผลิตสามารถเก็บผลผลิตได้นาน 2-3 เดือน ควรหมั่นเก็บผลผลิตพริกขี้หนูที่เริ่มแก่ออกมาใช้บริโภค และอาจตัดแต่งกิ่ง หรือตัดตันที่เป็นโรคหรือโทรม เพื่อทำให้ต้นแข็งแรง และสามารถให้ผลผลิตรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น

ที่มา : http://thaihow.tripod.com/agi110.htm

วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว

การปฎิบัติหลังการเก็บเกี่ยว





วิธีการเก็บรักษามะนาวให้ไว้ได้นาน ต้องคัดผลมะนาวเสียก่อน โดยเลือกเอาผลมะนาวที่แก่พอเหมาะ มีสีเขียวจัด ไม่มีสีเหลืองปน ไม่มีรอยช้ำหรือเน่า และควรมีขั้วผลติดอยู่ด้วย จากนั้นนำมาล้างทำความสะอาดโดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น คลอรอกช์ ผสมน้ำในอัตรา 1 ต่อ 15 ส่วน แช่ผลมะนาวไว้นานประมาณ 5 นาที แล้วนำผลมะนาวมาผึ่งลมบนตะแกรง เพื่อให้สะเด็ดน้ำ แล้วจึงทำการคัดขนาดและบรรจุเข่งหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ ตามที่ตลาดต้องการ
ที่มา : http://web.ku.ac.th/agri/lemon/b10.htm 


 ผู้สนับสนุน



 ปกติราคา : 1,040    เหลือเพียง : 800

       
     รายละเอียด :
แฮ็ปปี้ ไรซ์ เป็นอาหารทางใบ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว เพราะใช้แล้วจะทำให้ข้าวเจริญเติบโต กระตุ้นการแตกกอของข้าว ใบและลำต้นแข็งแรง ไม่เฝือใบจึงทำให้ต้านทานโรค ถ้าใช้สม่ำเสมอจะทำให้ข้าวมีเมล็ดต่อยอดจำนวนเพิ่มขื้นข้าวจะออกรวงสม่ำเสมอเมล็ดข้าวลีบน้อยที่สุด ผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ผลคุ้มค่า
 ส่วนประกอบที่สำคัญ
 - Compound Nitropotassium Aquencus agent
- Hormon like Substace Growth
- Amino acid
- Cytokinins
- Auxins
 ประโยชน์ที่พืชได้รับ
1. เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ลำต้นแข็งแกร่ง
2. เพื่อเร่งการเจริญเติบโต ทำให้ต้นข้าวแตกราก และใบใหม่อย่างรวดเร็ว
3. เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของต้นใบข้าวจะตั้งไม่เฝือใบ ต้านทานโรคและแมลง
4. เพื่อสร้างระบบรากที่แข็งแรงดูดอาหารได้เต็มที่
5. เพื่อกระตุ้นข้าวให้ออกรวงอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอ
6. เพื่อกระตุ้นการผสมเกสร ทำให้เมล็ดข้าวเต่ง ป้องกันเมล็ดร่วงจำนวนเมล็ดลีบน้อย
7. เพื่อเร่งการเจริญเติบโต กระตุ้นการแตกกอของข้าว
8. เพื่อกระตุ้นการผสมเกสร ทำให้เมล็ดข้าวเต่ง ป้องกันเมล็ดร่วง

สั่งซื้อ

การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู

การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู






การบังคับให้มะนาวออกดอกนอกฤดู สามารถกระทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ จะทำให้ต้นมะนาวไม่โทรมเร็วเกินไปควรปฎิบัติดังนี้
กันยายน : ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:3:3 เช่นปุ๋ยสูตร 8:24:24 เพื่อบำรุงให้ใบแก่เร็วขื้น และเก็บอาหารไว้บำรุงดอกต่อไป
ตุลาคม : งดการให้น้ำ เพื่อให้ต้นมะนาวมีการเก็บสะสมอาหาร จนเมื่อถึงปลายเดือนตุลาคมจึงค่อยให้น้ำเต็มที่
พฤศจิกายน : มะนาวเริ่มออกดอก ควรฉีดพ่นสารเคมีป้องกัน กำจัดแมลง ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน ดอกจะเริ่มบาน และเริ่ม ติดผล ควรป้องกันกำจัดแมลงในช่วงนี้ด้วย
ธันวาคม : ใส่ปุ๋ยเคมีที่มีอัตราส่วน 1:1:1 เช่น ปุ๋ยสูตร 15:15:15 หรือ 16:16:16 เพื่อบำรุงต้นมะนาวให้สมบูรณ์
กุมภาพันธ์เป็นต้นไป : ผลมะนาวจะเริ่มโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้บ้าง ในระยะแรก จนกระทั่งกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเตือนเมษายน ผลมะนาวก็จะโตพอที่จะเก็บเกี่ยวได้ ซึ่งจะตรงกับช่วงที่มะนาวมีราคาแพงพอดี
หลังจากที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้ว ประมาณเดือนพฤษภาคม ควรทำการตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมีสูตร 15:15:15 เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์ และ พร้อมสำหรับการผลิตมะนาวนอกฤดูในปีต่อไป
ที่มา : http://web.ku.ac.th/agri/lemon/b8.htm



ผู้สนับสนุน


แฮ็ปปี้ โกร์ว  สารอาหารบำรุงพืช  ช่วยการเจริญเติบโตและการออกดอกติดผล 
  
ธาตุอาหารประกอบสำหรับพืช 
ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซี่ยม  กลุ่มฮอร์โมนที่ประโยชน์สำหรับพืช สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสารไคโตซาน  สารอินทรีย์ที่เป็นประโยชน์
  
ระยะการใช้และติดตามผล  ส่วนใหญ่จะใช้ได้ทุกระยะกับต้นพืช  ตั้งระยะต้นกล้าจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต มุงเน้นการเจริญเติบโตตั้งแต่ต้นใบ  ดอกผล โดยเฉพาะสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ที่สามารถตรึงธาตุ  ไนโตรเจนจากอากาศทำให้พืชได้รับธาตุไนโตรเจนตลอดเวลา พืชไม่ขาดตอนในการให้ผลผลิต  อาจงดการใช้ในช่วงสะสมตาดอกของการทำผลไม้ออกนอกฤดู  เนื่องจากการทำผลไม้ออกนอกฤดูนั้นข้อนข้างยากในช่วงสะสมตาดอก เพราะส่วนมากจะต้องสะสมตาดอกในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นฤดูที่พืชกำลังแตกใบอ่อนถ้าใช้แฮ็ปปี้โกรว์  หรือแฮ็ปปี้ไรซ์ จะไปกระตุ้นให้พืชแตกใบอ่อนง่ายขึ้น  พืชจึงไม่สามารถสะสมตาดอกได้ดี แฮ็ปปี้โกร และแฮ็ปปี้ไรซ์ สามารรถ  เร่งการเจริญเติบโตทั้งทางลำต้นและใบ เร่งการแตกกิ่งก้านสาขา  แตกกอในข้าวและผักต่างๆ เร่งการออกรวงในข้าว เร่งการออกดอกในผักกินผล  และไม้ผลชนิดต่างๆ อัตราการใช้ในปริมาณที่กำหนดจะทำให้ขั้วดอกและผลเหนียว  ไม่ร่วงหล่นง่าย ให้ใช้ร่วมกับแฮ็ปปี้เอ็มวัน และแฮ็ปปี้เพลนตี้  ได้จะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของพืชตามที่เกษตรต้องการอย่างรวดเร็ว และชัดเจน
  
ส่วนผสม ไนโตรเจน,ฟอสโฟรัส,โปตัสเซียม,ไคโตซาน,สาหร่ายสำน้ำเงินแถมเขียว
  
  
1.เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตทุกชนิด
  
  
2.เร่งการแตกยอด แตกกิ่ง แตกกอ ให้กับพืชทุกชนิด
  
  
3.เพิ่มความทนทานต่อทุกสภาพแวดล้อมการเพาะปลูก
  
  
4.ช่วยให้พืชมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และต้านทานโรคได้ดี
  
ข้อแนะนำวิธีใช้ 
  
1.นาข้าว:อัตราการใช้ 1 – 2 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร
  
  
ใช้ในระยะช่วงข้าวแตกกอ  ช่วยให้ข้าวมีการแตกกอได้ดี  ช่วยเร่งการเจริญเติบโต ลำต้นข้าวแข็งแรงไม่อวบน้ำ
  
  
ใช้ในระยะข้าวออกรวง ช่วยให้เร่งการออกรวงได้เร็วขึ้น  รวงยาวสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มน้ำหนักข้าว
  
  
หมายเหตุ ข้าวกระทบหนาว  ข้าวออกไม่สุดรวง เพิ่มอัตราส่วน 5 – 10 ซีซี
  
2.ผักกินผล:อัตราการใช้ 1 – 2 ซีซี ต่อน้ำ 20  ลิตร (ใช้ได้ทุกระยะ)
  
  
ใช้ฉีดพ่นระยะก่อนออกดอก  ช่วยเร่งการแตกกิ่ง  แตกแขนง เร่งการเจริญเติบโตของยอดอ่อนและยอดแขนง
  
  
ใช้ฉัดพ่นระยะออกดอกติดผล ช่วยให้พืชออกยอดและแขนงอย่างต่อเนื่อง  ช่วยยืดขยายผล เพิ่มน้ำหนัก รูปทรงผลไม่บิดเบี้ยวแคระแกรน
  
3.ผักกินใบ:อัตราการใช้ 1 – 2 ซีซี ต่อน้ำ 20  ลิตร (ใช้ได้ทุกระยะ)  ช่วยในการแตกกอ  เร่งการเจริญเติบโตของยอด กิ่งแขนง และลำต้น ให้อวบใหญ่ ใบหนา  ช่วยเพิ่มน้ำหนักและปริมาณของผลผลิต

  
4.ผักกินหัว:อัตราการใช้ 1 – 2 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร  (ใช้ได้ทุกระยะ)  ช่วยในการแตกกอ  เร่งการเจริญเติบโตของต้นและใบ           

  
หมายเหตุ งดฉีดพ่นในระยะลงหัว  แต่ควรฉีดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน

  
5.ไม้ดอก ไม้ประดับ: อัตราการใช้ 1 ซีซี ต่อน้ำ 20  ลิตร (ใช้ได้ทุกระยะ)  ช่วยเร่งการเจริญเติบโต เร่งการอตกกิ่ง  ยืดขยายยอดของต้นและกิ่ง ยืดก้านดอก ทำให้ก้านดอกยาวมีความสวยงามได้รูปทรง

  
6.ไม้ผล:อัตราการใช้ 5 – 10 ซีซี ต่อน้ำ  20 ลิตร
  
  
ระยะบำรุงต้น (หลังตัดแต่งกิ่ง)  เร่งการแตกกิ่งยืดยอดและกิ่งแขนง
  
  
ระยะออกดอก เร่งการออกดอกให้ออกอย่างรวดเร็วสม่ำเสมอ  ช่อดอกยาวสมบูรณ์
  
  
ระยะติดผล    (ผลอ่อนถึงเก็บเกี่ยว)  ช่วยให้ผลโตเร็ว ผลสวยงามได้รูปทรง ไม่บิดเบี้ยว  แคระแกรน

  
หมายเหตุ   งดการฉีดพ่น ระยะสมสมตากดอก  และระยะดอกบาน อาจทำให้ดอกหลุดร่วงได้ง่าย

  
7.พืชไร่ ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง  ถั่วต่างๆ    อัตราการใช้ 5 – 10 ซีซี ต่อน้ำ 20  ลิตร (ใช้ได้ทั้งทางดินและทางใบ)เร่งการเจริญเติบโต  การแตกกอของอ้อย การแตกกิ่งแขนงในถั่วต่าง ๆ

  
8.ปาล์มน้ำมัน:อัตราการใช้ 5 – 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร  (ใช้ได้ทั้งทางดินและทางใบ)  ทำให้ผลใหญ่สม่ำเสมอ ปาล์มออกผล (ทลาย)  อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักหรือขาดระยะ  การออกผล

โรคและแมลงที่สำคัญของมะนาว

โรคและแมลงที่สำคัญของมะนาว



โรคที่สำคัญ

1. โรคแคงเกอร์
ลักษณะอาการ จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบและผล จะมีลักษณะคล้ายกัน คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะ แตกแห้งเป็นสีน้ำตาลขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างธองแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนล้อมรอบ เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลง กิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
การป้องกันกำจัด ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรคแคงเกอร์ พยายามอย่าให้มะนาวเกิดบาดแผล และ ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ เช่น หนอนชอนใบ หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมี กำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน


















โรคแคงเกอร์
2. โรคราดำ
ลักษณะอาการ ใบ กิ่งก้าน และผลจะมีราสีดำ สกปรกกระด้างทำให้ผมไม่สวย ต้นมะนาวจะแคระแกร็น
การป้องกันกำจัด ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟหรือใช้ สารเคมีกำจัดแมลงฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงประเภทปากดูดชึ่งเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคราดำ


















ราดำที่ใบ ราดำที่กิ่งก้าน
3. โรคกรีนนิ่ง (ใบแก้ว)
ลักษณะอาการ ใบจะด่างเป็นสีเหลือง หรือขาวใสระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กลง ในที่สุดใบและยอดจะแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ต้นจะโทรม
การป้องกันกำจัดทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ ใส่ปุ๋ยที่มี ธาตุสังกะสีและ แมกนีเชียม ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินใหัอยู่ระหว่าง 6.0-6.5


















โรคใบแก้ว
4. โรคยางไหล
ลักษณะอาการ มีอาการยางไหลบริเวญลำต้นและกิ่งก้าน เปลือกจะเน่าและแผลจะลุกลามไปถึงเนื้อไม้
การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง และควรทาบาดแผลด้วยสารทองแดงหรือกำมะถันผสมปูนขาว ถ้ามีการระบาดมากก็เผาทำลายเสีย
5. โรครากเน่าและโคนเน่า
ลักษณะอาการ รากฝอยและรากแขนง จะเน่ามีสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย เปลือกของลำต้นจะปริแตกออก โดยเฉพาะโคนต้น และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อรากและต้นถูกทำลายมากๆ จะทำให้ใบเหลืองและร่วงหล่น
การป้องกันกำจัด อย่าให้มีน้ำขัง บริเวณโคนต้น และไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือ ปุ๋ยคอกมากเกินในช่วงฤดูฝน


ที่มา : http://web.ku.ac.th/agri/lemon/b6.htm

สนับสนุนโดย


Happy M-1
  
อาหารเสริมสำหรับพืช 

แฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน  เป้นอาหารเสริมทางใบที่สำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติมโตผลิดอกออกผลของพืช  ประกอบด้วยธาตุอาหารในรูปคีเลท (CHELATE FORM) ที่พืชสามารถดูดชึมนำไปใช้ได้ทันที  แฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ


แมกนีเซียม  (Mg)         0.5%                 ไบรอน (B)                   0.3%

เหล็ก (Fe)                   1.5%               กำมะถัน (S)                    4.0%

 สังกะสี(Zn)                0.5%               ทองแดง (Cu)                   1.5%

แมงกานีส(Mn)            1.5%                อินทรีย์สาร                       3.0%
 
                       วิตมิน (B1,B2,B6,B12) 10 มิลลิกรัม/100 กรัม

  
อัตราและวิธีใช้ แฮ็ปปี้ เอ็ม วัน ให้ได้ประสิทธิภาพ 

1.นาข้าว ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 15 วัน

2.ผักกินใบ ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 15-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 3-5 วัน

3.ผักกินผล เช่น บวบ,ถั่วฝักยาว,ฟัก,แตงกวา ฯลฯ ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 15-20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน

4.ไม้ผล เช่น มะม่วง,มะนาว,ส้ม,ลำไย ฯลฯ ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 15-20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 10-15 วัน

5.ไม้ดอก ไม้ประดับ ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 10-15 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน

6.กล้วยไม้ ผสมแฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน 5-10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน

ประโยชนืที่พืชจะได้รับจาด แฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน  ยอดอาหารเสริมสำหรับพืช 

1.พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในส่วนประกอบของอาหารเสริมสำหรับพืช แฮ็ปปี้ เอ็ม-วัน ได้เร็วช่วยให้พืชดำรงอยู่ในสภาวะที่สมบูรณ์สูงสุด ซึ่งจะทำให้พืชมีความทนทานฟื้นฟูที่ทรุดโทรมขณะที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม

2.เพื่อช่วยเสริมสร้าง การเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์สูงสุดให้ลำต้น ดอก  ใบ และผลของพืช ไม่ทำลาลยสิ่งแวดล้อม

3.ช่วยในการพัมนาใบ และผล ลดการหลุดร่วงขยายขนาดของผล เพิ่งคุณภาพและปริมาณของผลผลิตพืช ผัก ผลไม้ มีโครงสร้างที่ดี เก็บไว้ได้นาน รสชาติดีขึ้น ช่วยให้เกษตรกร สามารถขยายขอบเบตการตลาด

4.สามารถใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ชีวภาพ เพื่อกำจัดโรคพืช  และแมลงศัตรูพืชทุกชนิดหรือผลิตภัณฑ์เคมีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

5.ช่วยเพิ่มขยายรากพืชทุกชนิดอย่างรวดเร็ว